Follow us

ศบค. ยกเลิกเคอร์ฟิว ผ่อนปรนระยะสี่เริ่ม 15 มิ.ย.

วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช
กรุงเทพฯ
2020-06-12
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
การจราจรเริ่มหนาแน่น บนถนนในกรุงเทพฯ หลังจากรัฐบาลได้เริ่มมาตรการผ่อนคลายข้อจำกัดการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19  เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2563
การจราจรเริ่มหนาแน่น บนถนนในกรุงเทพฯ หลังจากรัฐบาลได้เริ่มมาตรการผ่อนคลายข้อจำกัดการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2563
รอยเตอร์

ในวันศุกร์นี้ ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) มีมติเห็นชอบให้ ยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน (Curfew) ของประชาชน และนำใช้มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 4 แล้ว โดยจะเริ่มในวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังวางแผนที่จะเปิดให้ชาวต่างชาติบางประเทศเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยได้ในอนาคต

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า ที่ประชุม ศบค. มีมติเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว โดยจะอนุญาตให้สามารถดำเนินกิจกรรมและกิจการได้ในหลายประเภทในวันจันทร์ที่จะถึง

“ข้อเสนอมาตรการผ่อนคลายในระยะที่ 4 มาตรการการบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญ เรื่องเคอร์ฟิว ยกเลิกเลย เรื่องการห้ามออกนอกเคหสถาน มีมติแล้ว แต่จะบังคับใช้ก็คือวันที่ 15 (มิถุนายน 2563) แต่ยังคงควบคุมเรื่องของการเดินทางเข้าราชอาณาจักร ทั้งทางบก น้ำ และอากาศ เป็นความสำคัญเพราะว่า ณ ตอนนี้คนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น คนในประเทศเดินทางกันได้ตลอดเวลา” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

นพ.ทวีศิลป์ ระบุว่า ในวันจันทร์ที่จะถึงจะมีการอนุญาตให้กิจกรรม และกิจการสามารถดำเนินการได้ดังนี้ 1. โรงเรียนนานาชาติ สถาบันการศึกษานอกระบบ สถาบันกวดวิชา และโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน 2. สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด็กก่อนวัยเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานสงเคราะห์อื่น ๆ สามารถเปิดให้บริการแบบค้างคืนได้ 3. การประชุม อบรม สัมมนา ในหน่วยงานราชการ และโรงแรม 4. การจัดนิทรรศการ งานพิธี การจัดเลี้ยง การแสดงดนตรี คอนเสิร์ต และงานอีเวนต์ 5. การเปิดตัวสินค้าในสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงแรม โรงภาพยนตร์ โรงมหรสพ ศูนย์ประชุม ศูนย์แสดงสินค้า แต่ต้องจัดสถานที่ให้ผู้ร่วมงานมีระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร หรือมีพื้นที่ 5 ตารางเมตรต่อคน 6. ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

7. ศูนย์วิทยาศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง เปิดให้บริการได้แต่ต้องจัดให้เข้าชมเป็นกลุ่มเล็ก 8. กองถ่ายทำภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ ต้องมีทีมงานทั้งหมดไม่เกิน 150 คน หากมีผู้ชมต้องไม่เกิน 50 คน 9. สถานบริการอบตัว อบสมุนไพร สปา นวดแผนไทยเปิดให้บริการได้ แต่ควรให้บริการแบบแยกห้อง หรือหากเป็นห้องรวม ต้องจำกัดจำนวนคน และมีพื้นที่ 5 ตารางเมตรต่อคน 10. สนามกีฬา สถานที่ฝึกสอนกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย เปิดได้แต่ไม่ควรมีผู้เข้าร่วมเกิน 50 คนต่อกิจกรรม 11. การจัดการแข่งขันกีฬา ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ได้ แต่ต้องไม่มีผู้ชมอยู่ในสนาม 12. สวนน้ำ สนามเด็กเล่น สวนสนุก เปิดบริการได้ 13. การเดินทางโดยเครื่องบิน สามารถให้บริการได้ทุกที่นั่ง แต่ผู้โดยสารต้องใส่หน้ากากอนามัย 14. รถโดยสารสาธารณะให้บริการได้ 70 % ของที่นั่งทั้งหมด และผู้โดยสารต้องลงทะเบียนเพื่อการติดตามตัว

ขณะที่กิจกรรมและกิจการที่ยังห้ามอยู่ ประกอบด้วย 1. การเดินทางเข้าราชอาณาจักรไทยทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ 2. ผับ บาร์ คาราโอเกะ และ โรงเบียร์ 3. สถานบริการอาบอบนวด 4. โรงเรียนภายใต้การกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้เปิดการเรียนการสอนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 5. สวนสนุก ประเภท บ้านบอล บ้านลม ตู้เกม และเครื่องเล่นยอดเหรียญ

ไทยเตรียมให้ กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ เข้าประเทศช่วยฟื้นท่องเที่ยว

ในวันเดียวกัน นพ.ทวีศิลป์ ยังเปิดเผยว่า ที่ประชุม ศบค. มีความเห็นชอบเบื้องต้น ในการอนุญาตให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ในอนาคต เป็น ‘การเปิดประเทศเพื่อท่องเที่ยวอย่างจำกัด’ แต่จะอนุญาตเป็นบางประเทศที่มีการดูแลควบคุมโรคได้ดี โดยกลุ่มประเทศเป้าหมาย คือ จีน รวมฮ่องกง มาเก๊า เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สปป.ลาว เมียนมา หรือตะวันออกกลางบางประเทศ โดยเน้นกลุ่มนักธุรกิจ และผู้รับบริการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดวันและเวลา ในการเริ่มดำเนินนโยบายนี้

“สิ่งที่เริ่มต้นก่อน ต้องเลือกเป้าหมายความสามารถควบคุมการระบาดได้ดี จากนั้นไปดูมาตรการ ต้องตรวจเชื้อได้อย่างเข้มงวด ต้องตรวจตั้งแต่ก่อนออกนอกประเทศ ตรวจซ้ำเมื่อถึงประเทศเรา ต้องมีซื้อประกันสุขภาพ เพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายความเจ็บป่วย ที่เขากลัวมากที่สุดก็คือ ต้องมากักตัวไหม ตรงนี้ต้องมาทลายข้อนี้ไป ต้องมั่นใจว่า เข้ามาต้องไม่มีเชื้อ แล้วเข้ามาต้องมีระบบแล้ว ผอ.ศบค. มีข้อสรุปเห็นชอบในหลักการ แต่ในรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ต้องมีคณะกรรมการชุดย่อยไปพูดคุยลงรายละเอียดในมาตรการ ประชาชนคนทั่วไปต้องได้รับประโยชน์จากตรงนี้ด้วย” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

ประชาชนดีใจผ่อนปรนระยะสี่ และยกเลิกเคอร์ฟิว

นายสมจิต สมใจ เจ้าของร้านอาหาร และร้านขายเบียร์สด อายุ 35 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่รัฐบาลผ่อนปรนให้ดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ เนื่องจากเบียร์คือรายได้หลักของร้าน

“ตื้นตันใจมาก หวังว่าการปลดล็อคครั้งนี้จะไม่ใช่การทดลองระยะสั้น อยากให้เป็นระยะยาว เพราะจะสะดวกต่อการวางแผน ถ้าปลดระยะสั้นจะวางแผนไม่ได้ ถ้าสั่งของมาขายแล้วกลับมาล็อคอีก ก็อาจจะได้รับผลกระทบอีก เคอร์ฟิวผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ปกติร้านเปิดตอนเย็น ขายถึงเที่ยงคืน พอกำหนดเวลา 4 ทุ่ม ต้องเลิกขายตั้งแต่ 2 ทุ่มครึ่ง เคอร์ฟิว 5 ทุ่มต้องเลิก 3 ทุ่มครึ่ง เพราะลูกน้องต้องเก็บร้าน และกลับบ้าน ร้านโจ๊กรอบดึกก็ได้รับผลกระทบ เพราะปกติเขาขายทั้งคืน เขาก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุของโรค ไม่ได้รวมคนหมู่มากก็กระทบก็สงสารเขาด้วย” นายสมจิต กล่าว

“ที่ผ่านมา การให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจว่าอะไรทำได้ หรือไม่ได้ ไม่โอเค เพราะมันควรเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า อะไรทำได้ ทำไม่ได้ จะได้วางแผนกันได้ เพราะคนขายของก็กลัว ช่วงที่ผ่านมาก็ได้แต่ปรับตัวมาเน้นขายอาหาร จากขายเบียร์สดก็ต้องเปลี่ยนมาขายเบียร์ขวดให้ซื้อกลับบ้าน และขายผ่านพนักงานส่งอาหาร แต่ก็ยังได้รายได้ไม่เท่าปกติ ก็หวังว่าจะกลับมาเป็นปกติได้ หลังยกเลิกเคอร์ฟิว” นายสมจิต กล่าว

นายณัฐวัฒน์ คำคง เจ้าหน้าที่บริษัทประกันชีวิต ชาวกรุงเทพฯ ระบุว่า การยกเลิกเคอร์ฟิวน่าจะทำให้มีงาน และรายได้กลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเคอร์ฟิว

“ช่วงโควิด เคอร์ฟิวแรกๆ อุบัติเหตุเยอะ ช่วงจะถึงเวลาเคอร์ฟิวเพราะคนรีบขับรถกลับบ้าน แต่ตอนหลังก็อุบัติเหตน้อยลง เขาน่าจะกะเวลาถูก เคลมประกันน้อยลงมาก เคอร์ฟิวแรก ๆ ขับรถยกนี่ 3 วันมีงานครั้ง รายได้หายไปเยอะ จากปกติวิ่งทั้งวัน ตอนนี้กลับมา 3-4 งานต่อวัน พอหลังเวลาเคอร์ฟิวก็แทบจะไม่มีรายได้เลย ถ้าเลิกเคอร์ฟิวก็คงกลับมามีรายได้มากขึ้น” นายณัฐวัฒน์ กล่าว

ไทยพบผู้ติดเชื้อในสถานกักกันเพิ่ม 4 ราย ไร้ผู้ติดเชื้อในประเทศ 18 วันแล้ว

นพ.ทวีศิลป์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยไร้ผู้ติดเชื้อในประเทศแล้ว 18 วัน หลังจากที่วันนี้พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 4 ราย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสถานกักกันโรค

“วันนี้ 4 ราย เป็นอยู่ในสเตทควอรันทีนทั้งสิ้น ทำให้ยอดรวมไปอยู่ที่ 3,128 ราย หายป่วยแล้ว 2,987 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม เสียชีวิตสะสม 58 ราย รักษาตัวอยู่ที่ 84 ราย 4 รายที่ว่านี้มาจากประเทศอินเดียทั้ง 4 ราย รายแรก มาวันที่ 4 เป็นผู้หญิงไทยอายุ 39 ปี เป็นแม่บ้าน มาวันที่ 4 มิถุนายน แล้วก็พักที่จังหวัดชลบุรี ก็ตรวจหาเชื้อวันที่ 9 ก็พบเชื้อแต่ว่า ไม่มีอาการ กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ชาย 2 คน 37 ปี กับ 53 ปี อาชีพรับจ้าง และผู้หญิงอายุ 44 เป็นพนักงานนวดมาถึงเมืองไทยวันที่ 5 มิถุนา เข้าพักสเตทควอรันทีนที่ชลบุรีเช่นกัน ตรวจเชื้อพบวันที่ 10 แต่ไม่มีอาการ” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

ศบค. เปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบัน มีคนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศ 27,160 ราย เป็นการเข้าจากพรมแดน 15,899 ราย ที่เหลือเป็นการเดินทางเข้ามาโดยเครื่องบิน อินเดียเป็นประเทศที่มีคนไทยกลับมาโดยเครื่องบินมากที่สุด 2,445 ราย รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา 2,244 ราย และญี่ปุ่น 1,015 ราย มีผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบขณะกักตัวในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ 192 ราย โดยกลุ่มจากประเทศอินโดนีเซีย พบผู้ติดเชื้อมากที่สุด 65 ราย รองลงมาคือ คูเวต 34 ราย

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ